ผู้เขียน หัวข้อ: กว่าจะเป็นกาแฟสด จากไร่จนถึงเม็ดกาแฟสำหรับคนที่เป็นมือใหม่ในเรื่องกาแฟ อาจจะสงสั  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

15-03-2019 , 22:09:11
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 168
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

กว่าจะเป็นกาแฟสด จากไร่จนกระทั่งเม็ดกาแฟสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ในเรื่องกาแฟ คงจะสงสัยกันว่า กาแฟดริปซอง
 
กาแฟที่ดีมีอะไรบ้าง แล้วมันมาจากไหน
วันนี้จะมาให้เกร็ดความรู้บางส่วนสำหรับ สิ่งที่ทำให้เกิดกาแฟในแต่ละแก้วกันสายพันธุ์
 
สายพันธุ์กาแฟที่ปลูกกันทั่วทั้งโลกมีอยู่หลากสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์หลักที่นิยมปลูกกัน มี3สายพันธุ์ร่วมกัน ได้แก่
 
1) สายพันธุ์ คาเนโฟร่า (Canephora) หรือที่เรียกกันว่าโรบัสต้า (Robusta) เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกง่าย ไม่ได้อยากต้องการที่สูงมาก รวมทั้งทนต่อโรคพืชและก็แมลง
 
2) สายพันธุ์อาราบิก้า (Arabica) ที่ได้รับความนิยมของคอกาแฟต่างๆสายพันธุ์ Arabica มีแตกย่อยออกไปเป็นสายพันธุ์ย่อยๆอีกเยอะมาก
 
3) สายพันธุ์ ลิเบอริก้า (Liberica) เนื่องจากรสกาแฟที่ออกมายังไม่เป็นที่ชื่นชอบเท่า Robusta แล้วก็Arabica จึงไม่นิยมนำมาปลูกกันเท่าใด
 
ไร่กาแฟแต่ละท้องที่ก็จะปลูกกาแฟ ตามสภาพแวดล้อมที่สมควรในแต่ละสายพันธุ์ แล้วก็ตามความต้องการของตลาด แหล่งปลูกที่สมควรสำหรับกาแฟอาราบิก้าคือ พื้นที่ปลูกตั้งแต่ว่าเส้นละติจูด 17 องศาเหนือขึ้นไป มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป มีความลาดเอียงไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์โดยปกติจำนวนที่สมควรของต้นกาแฟที่จะได้ผลผลิตที่ดีจะอยู่ราว150 ถึง 200 ต้นต่อไร่
 

 
การเก็บเกี่ยว กาแฟดริปซอง
กาแฟจะเริ่มติดดอกผลิดอกออกผลหลังจากปลูกไปแล้วประมาณปีที่3โดยกาแฟจะเริ่มสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงสี่ถึงหกเดือน
สุดแท้แต่สิ่งแวดล้อมสำหรับเพื่อการปลูกของแต่เขตแดน ในประเทศไทยโดยทั่วไปแล้วฤดูเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่พ.ย.ถึงเมษายน จุดสำคัญคือการเก็บเกี่ยวที่ดีจะต้องพินิจผลที่สุกแดงกำลังดี ไม่มีส่วนที่เขียวและไม่สุกจนกระทั่งเกินความจำเป็น และจะเด็ดครั้งละเม็ดไม่ให้ผลแตกเพื่อเก็บรสและกลิ่นเอาไว้โดยที่จะไม่รูดกิ่งเพื่อไม่ได้ผลกาแฟแตก
 

 
การแปรรูปผลกาแฟและคัดเกรด
ผลกาแฟที่เก็บแล้วจะถูกนำมาแปรรูป วันต่อวันเพื่อไม่ให้กาแฟบูดเน่า โดยการเปลี่ยนแปลงรูปมี3แนวทาง ดังต่อไปนี้เป็น
 
1) แนวทางแบบแห้ง (Dry Process / Natural Process)
หลักจากเก็บเกี่ยวจะแช่เอาสิ่งปลอมปนออกแล้วตากแห้ง หรือตากแห้งเลยข้างหลังเก็บเกี่ยว ใช้เวลาตากราว 15วันขึ้นไป เมื่อแห้งเหมาะจึงนำไปเข้าเครื่องสีเอาผลกาแฟออกให้เหลือแต่เม็ด เป็นแนวทางที่นิยมใช้แปรรูป
กาแฟโรบัสต้าด้วยเหตุว่าเป็นแนวทางที่ทุนต่ำ และก็ได้ปรับปรุงต่อยอดสำหรับการดัดแปลงกาแฟอาราบิก้าประสิทธิภาพสูงในเวลา
ถัดมา
 
2) วิธีแบบแฉะ (Wet Process)
เริ่มจากเอาผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวมาแยกเมล็ดกาแฟออกมาจากผล และแช่ลงไปภายในน้ำเพื่อหมักกาแฟไว้ให้เมือกที่เกาะอยู่ลดลงและก็ล้างมูกที่เหลือเสร็จแล้วเอาไปตากแดดอีก 7-10วัน วิธีนี้ได้รับความนิยม เพราะว่าจะมีผลให้กาแฟมีคุณภาพที่ดี แล้วก็ให้รสที่แจ่มแจ้ง แต่แรกเริ่มทุนก็จะแพงขึ ้นตาม
 
3) วิธีแบบกึ่งเปียก (Pulp Natural/Semi-Dry/Honey Process)
ภายหลังที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งแยกเมล็ดกะลากาแฟ จะนำกะลากาแฟในขณะที่มีเมือกเกาะมาตาแห้งกระทั่งแห้งติดอยู่เมล็ดกะลา
กาแฟ วิธีการแบบนี้จะให้รสกาแฟที่มีความหวานจากเมือกกาแฟ เป็นที่นิยมสำหรับเพื่อการดัดแปลงกาแฟในทวีปแอฟริกากึ่งกลางเมื่อดัดแปลงแล้วจะได้เมล็ดกะลาซึ่งจะต้องนำไปบ่มในกระสอบระยะเวลาปราณ 7 เดือน ต่อจากนั้นจึงนำไปสีเอากะลากาแฟออกให้เหลือเม็ดกาแฟเขียวหรือที่เรียกว่ากาแฟสาร เพื่อนพ้องนำไปคัดเลือกเกรดและนำไปจำหน่ายและก็เข้าโรงคั่วในขั้นตอนถัดไปรูปกรรมวิธีแยกผลและกะลากาแฟการคั่วกาแฟเมื่อได้เมล็ดสารที่คัดเกรดมาแล้วขั้นตอนถัดไปเป็นการคั่ว โดยแหล่งปลูกใหญ่ๆก็จะมีโรงคั่วกาแฟเป็นของตัวเอง
 

 
การคั่วจะหรูหราการคั่วโดยประมาณดังนี้
1) คั่วระดับอ่อน
การคั่วระดับนี้จะให้รสชาติเริ่มแรกของกาแฟที่ชัด แม้กระนั้นความเปรี้ยวและคาเฟอีนจะมีอยู่มาก
 
2) คั่วระดับกึ่งกลาง
การคั่วระดับนี้จะให้ความสมดุลระหว่างความเปรี้ยวแล้วก็รสเข้มของกาแฟ
 
3) คั่วระดับเข้ม
การคั่วระดับนี้จะให้รสชาติที่เข้มข้น และนิยมนำมาใช้กับเครื่องเอสเพรซโซ่
เมื่อคั่วเสร็จและจะนำไปใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น ส่วนใหญ่จะใส่เข้าไปในถุงที่มีวาล์วที่มองเห็นได้ตามร้านขายเม็ดกาแฟรวมทั้งซุปเปอร์มาเก็ต
 

 
บทความค่อนข้างจะยาวพอควร จะขอเล่าส่วนที่เหลือต่อในบทความถัดไป เมล็ดกาแฟคั่ว
 
สำหรับคนที่พอใจสามารถติดตามกันต่อได้นะครับผม
ที่เว็บไซต์ www.mokamokacoffee.com หรือที่เพจเฟซบุ๊ค www.facebook.com/mokamokabean

Tags : เมล็ดกาแฟคั่ว,กาแฟดริปซอง,เมล็ดกาแฟสาร